วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568

วิธีตัดแต่งกล้วย 28 มีค 68

 วิธีตัดแต่งต้นกล้วย

1. ตัดใบที่หัก ใบเหลือง ใบแห้ง ออก โดยดึงกาบออกมาแล้วตัดเฉือนออกให้เสมอกับลำต้น ให้เหลือใบเขียวๆเก็บไว้ประมาน 5-8 ใบ, ถ้าต้นอยู่เป็นกลุ่มแน่นเกินไปใบที่อยู่ในร่มจะไม่ได้แดด ทำให้ต้นกล้วยจะสูงชลูดขึ้นเสี่ยงที่จะหักโค่นเวลาติดเครือ

2. ถ้าเจอต้นกล้วยที่มีใบเหลืองและจุดไหม้สีน้ำตาลคือเป็นโรคใบตายพราย เกิดจากเชื้อไวรัส ให้ขุดเอาต้นออก ห้ามเอาใบหรื้อต้นใส่กลับไปในหลุมจะทำให้เชื้อระบาดไปสู่ต้นอื่นๆได้

3. ต้นที่มีลูกแล้วจะตายให้ฟันทิ้งแล้วขุดหน่อออกด้วย

4. ต้นที่ติดเครือแล้วต้องตัดปลีกล้วยออกเมื่อติดลูกประมาน 7-9 หวีเพื่อให้ไม่แย่งน้ำเลี้ยงกันจนลูกเล็ก

5. ใบกล้วยที่อยู่สูงให้ใช้มีดเคี่ยวด้ามยาวตัดใบที่เสีย ส่วนใบที่อยู่ระดับต่ำให้ใช้มีดด้ามสั้นตัดเพื่อความคล่องตัว

6. ลักษณะต้นแม่และลูกที่สมบูรณ์คือต้นแม่อยู่ตรงกลางแล้วมีหน่อลูกออกมาสองข้าง ต้นจะแข็งแรงมากไม่โค่นล้มง่าย แต่มีข้างเดียวก็ใช้ได้

7. วงบ่อกล้วยควรรดน้ำ3-4ครั้งต่อสัปดาห์(วันเว้นวัน) หน้าแล้งอาจต้องเพิ่มการให้น้ำถ้าแล้งมาก ระบบสเปรย์น้ำรื้ออกมารอปรับปรุงบ่อกล้วยเสร็จต้องใส่ท่อระบบน้ำให้แต่ละบ่อด้วย

ทำ Banana Circle วันที่ 27 มีค 68

 วิธีการทำ Banana Circle

1.ขุดหลุมกลางวงบ่อกล้วย ลึก 50 cm. นำดินที่ขุดมาวางรอบวงบ่อกล้วย ทำเหมือนรูปโดนัท สูง 50 cm. ดังนั้นขนาดหลุมจะลึกทั้งหมด 100 cm.


2.ดินรอบวง ให้ใช้จอบสับให้ร่วนซุยเพราะจะนำมาปลูกพืชอื่นด้วย


3.รอบวงบ่อควรมีต้นกล้วย 5 ต้น หรือ 5 กอ รอบวง ถ้ามีไม่ถึงก็ขุดจากที่อื่นมาปลูก


4.นำใบไม้แห้งมาเทใส่บ่อหลุมจนเต็มและรดน้ำให้ชุ่ม




ทำน้ำฮอร์โมน วันที่ 12 มีค 68

 อาจารย์มาสอน การทำหัวเชื้อ

วัตถุดิบที่ใช้วันนี้ 1. มะละกอสุก 1 ลูก 2. กล้วยน้ำว้าสุก 1 หวี 3. ผักบุ้งจีน 3 กิโลกรัม 4. หน่อกล้วย(ต้นกล้วยที่แตกออกมาจากต้นแม่ ถ้าเป็นไปได้ให้เอาต้นที่ติดกับต้นแม่สังเกตจากใบจะมีลักษณะแหลมเป็นหอก ถ้าต้นที่ไม่ใช่จะมีใบเป็นใบพาย) กดมาให้ติดรากมาด้วยเพราะบริเวณรากจะมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์สำหรับใช้หมักเยอะ 5. กากน้ำตาลโมลาส 1 ต่อ 3 ของวัตถุดิบ(ผัก,ผลไม้) ที่ใช้หมัก 6. น้ำสะอาด 7. นมสด 8. นมเปรี้ยว 9. น้ำตาลทรายแดง เริ่มจากอาจารย์เล่าที่มาที่ไป จุดเริ่มต้นเริ่มมาจาก EM (จากชาวญี่ปุ่นชื่อ ดร.อิงะ)หรือที่เคยได้ยินคือศาสนาโยเร EM ได้มาจากหัวเชื่อ จุลินทรีย์ 5 สายพันธุ์ แต่ก็มีข้อจำกัดคือเกษตรกรต้องซื้อ EM มาใช้ทำให้ต้นทุนสูง ต่อมาก็ IMO จากชาวเกาหลีชื่อฮากิวโซ ที่ได้มาจากการทำกิมจิแล้วเอาน้ำที่เหลือมารถต้นไม้ นำเขามาเผยแพร่โดยกลุ่มสันติอโศก IMO เป็นหลักการของโปรไบโอติก ตามที่อาจารย์เล่าว่าบนโลกนี้มีสิ่งมีชีวิตที่พึ่งพากัน 3 อย่าง คือ 1. พืช(สังเคราะห์แสงและดูดซึมอาหารมาใช้เองได้) 2. สัตว์(ต้อง กินพืชและสัตว์ด้วยกันเป็นอาหาร) 3. จุลินทรีย์ ย่อยซากพืชซากสัตว์ให้หมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ในห่วงโซ่อาหารต่อ เพราะฉะนั้นสามสิ่งนี้ก็จะพึ่งพาซึ่งกันและกัน ถ้าดินดี อากาศดี ความชื้นได้ พืชจะสามารถผลิตฮอร์โมนเองได้(เราไม่จำเป็นต้องเสริม) ถ้าเราต้องการฮอร์โมนบำรุงใบกับลำต้น ส่วนใหญ่เราจะนิยมใช้ใบกับลำต้นที่มีตาใบ ของพืชชนิดนั้น มาหมักทำหัวเชื้อ เช่นถ้าเราต้องการบำรุงต้นผักบุ้ง เราใช้หัวเชื้อที่ทำมาจากต้นผักบุ้ง เป็นต้น ผักที่เราจะเก็บมาใช้ควรเก็บในช่วงเช้าไม่เกิน 8 โมงเช้า เพราะผักจะมีสารอาหารคุณประโยชน์เยอะกว่าช่วงกลางวัน และควรเป็นต้นที่ยังไม่แก่เกินไปหรือต้นที่ออกดอกออกผลแล้วก็ไม่ควร เพราะสารอาหารจะน้อย พืชที่มีตาใบและต้น ถ้าเอามาใช้หมักมักจะให้สารสำคัญเพื่อบำรุงใบและลำต้น ผลไม้และพืชที่เราใช้ผลในการมาหมักมักจะบำรุงผล พืชที่เป็นหน่อ หรือแตกเป็นตาเหน่อ หรือเง้า เมื่อนำมาหมักมักจะบำรุงราก (วัตถุดิบที่นำมาใช้หมักก็จะให้ประโยชน์ในการได้หัวเชื้อเพื่อบำรุงในส่วนของพืชที่แตกต่างกันไป) หัวเชื้อจะมีหัวเชื้อเพื่อบำรุงใบและต้น หัวเชื้อเพื่อบำรุงดอกและผล หัวเชื้อเพื่อบำรุงราก (แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ใหญ่) เริ่มทำสูตรที่ 1 นำผักบุ้ง มาหั่นเป็นท่อนท่อน(ประมาณ 2 นิ้ว) ใส่ภาชนะที่เตรียมไว้(ถังพลาสติกมีฝา) 2 ถัง ถังละ 1.5 กิโลกรัม นำกากน้ำตาลโมลาส แบ่ง 2 แก้วแก้วละ 500 กลัม จะทำ 2 ถัง (ผักบุ้ง 3 ส่วนต่อโมลาส 1 ส่วน) ค่อยนำมา คลุกเคล้า(ห้ามขยำ) ให้ทั่ว ปิดฝาถังพลาสติกใช้สก๊อตเทปขนาดใหญ่ซีนปากถังให้สนิทไม่ให้อากาศเข้า เขียนวันที่เริ่มทำและชนิดผักที่หมัก ตั้งทิ้งไว้ในที่ร่มห้ามโดนแดด 7 วัน ครบกำหนดเปิดถังสังเกต ถ้าใช้ได้แล้ว นำมากรองเอาแต่น้ำเพื่อมาใช้เป็นหัวเชื้อต่อไป(วิธีเก็บหัวเชื้อ ให้เก็บไว้ในขวดโดยให้มีพื้นที่เหลือในขวดเยอะพอสมควร เผื่อให้มีอากาศอยู่ในนั้นบ้าง แล้วปิดฝาให้สนิท) ถ้านำหัวเชื้อมาขยายไปใช้ต่อ จะทำโดยใช้อัตราส่วน 1:1:10 คือหัวเชื้อ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อ กากน้ำตาลโมลาส 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำสะอาด(น้ำกรอง) 1 ลิตร ตั้งทิ้งไว้ในร่มห้ามโดนแสงแดด 7 วัน ถึงจะนำมาใช้ได้ การนำไปใช้ถ้ารดต้นไม้หรือใบไม้ให้ผสมน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1:500 (หัวเชื่อ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 5 ลิตร ถ้าจะนำไปรดที่ดิน ให้ผสมในอัตราส่วน 1:100 หัวเชื้อ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำเปล่า 1 ลิตร ควรลดให้ช่วงเช้าก่อน 8 โมงเพราะต้นไม้สะดวกซึมไปใช้ประโยชน์ได้ทันที สูตรที่ 2 1. นำมะละกอสุก็พร้อมเปลือก(เอา เมล็ดออก) หันเป็นชิ้นเล็กๆประมาณ 1 -2 นิ้ว 2. นำกล้วยน้ำว้าสุกพร้อมเปลือก

ทำปุ๋ยโบกาฉิ วันที่ 3 มีค 68

 อาจารย์สอนการทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร(เศษอาหารจากที่เพื่อนเพื่อนนำมาจากบ้าน)

1. ขี้วัว 2 ส่วน 2. เศษผักผลไม้ เปลือกไข่ กากกาแฟ ขนมปัง ทั้งหมด 2 ส่วน (ก่อนนำไปใช้ควรทำให้ มีขนาดเล็กจะสับ จะบด จะตำ จะหั่น ได้หมด และควรทำให้แห้งก่อน จะตากแดดตากลมก็ได้ เพื่อลดการเกิดการเน่าเสียระหว่างกระบวนการ) 3. แกลบ 1 ส่วน 4. รำป่น 1-2 ส่วนดูจากปริมาณเศษอาหารเป็นหลัก 5. จุลินทรีย์ 4 ช้อน ใส่ในน้ำ 5 ลิตรเพื่อนำมารด ตอนผสมส่วนผสมต่างๆ วิธีทำ นำวัตถุดิบต่างๆ ที่เตรียมไว้มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน ในถัง หรือกะละมัง และค่อยๆรดน้ำที่ผสมจุลินทรีย์ลงไป คลุกเคล้าให้ทั่ว สลับกับการลดน้ำ จนได้ความชื้นประมาณ 60% สังเกตจากการเอามือบีบส่วนผสมต่างๆเป็นก้อนไม่แตกออกและน้ำไม่ไหลหยดจนเกินไปเป็นอันใช้ได้ นำกระสอบปุ๋ยมาใส่ เว้นให้มีพื้นที่เหลืออยู่ข้างบนเล็กน้อย ผูกปากถุงให้แน่นสนิทเขียนป้ายวันที่เริ่มทำกำกับ ถ้ามีเวลาก็ให้มา พลิกระสอบปุ๋ยจากข้างล่างขึ้นข้างบนวันละครั้ง(เพื่อให้อากาศถ่ายเทในกระสอบบ้าง )แต่ถ้าไม่มีเวลาก็ไม่เป็นไร หมักครบ 3 อาทิตย์ ก็ให้เปิดปาก กระสอบปุ๋ยเพื่อให้อากาศเข้าไปทำปฏิกิริยากับจุลินทรีย์บางประเภทเพื่อให้คุณคุณภาพของปุ๋ยสมบูรณ์ขึ้นเหมาะสมกับการใช้งาน วางไว้อีก 1 อาทิตย์ ก็นำมาใช้ได้เลย(รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 1 เดือน) ปกติอาจารย์จะใช้โรยหน้าในการปลูกผักประเภทกินผล คุณภาพปุ๋ยชนิดนี้จะมี แร่ธาตุ สารอาหารสูง

ทดลองการเป็นอาสา เกษตร วันที่ 20 กพ 68

 เตรียมดินในโรงเรือน 4 แปลงยาว

เดินเข้าโรงเรือน เริ่มจากขวาไปซ้าย แปลงที่ 1 เคยปลูก ผักคะน้า แปลงที่ 2,3 ตรงกลาง เคยปลูกผักสลัด แปลงที่ 4 ซ้ายสุด เคยปลูกผักกวางตุ้ง แปลงคะน้า และกวางตุ้งใช้ถอนออก (จึงไม่มีรากค้างในดิน) ผักสลัดใช้ตัดต้น(จึงมีรากค้างอยู่ในดิน) เริ่มจากเก็บฟางหญ้าแห้งและวัชพืชออกให้หมด ส่วนแปลงผักสลัดเก็บรากที่ตกค้างในดินออกด้วย สังเกตดินที่เคยปลูกผักคะน้าและกวางตุ้ง คุณภาพดินจะสู้ดินที่เคยปลูกผักสลัดไม่ได้ เพราะ คะน้าและกวางตุ้งเป็นผักที่ดูดสารอาหารในดินไปใช้เยอะกว่าผักสลัด เปรียบเทียบความแตกต่างกัน ดินที่เคยปลูกผักสลัดจะร่วนซุย นุ่มระเอียดกว่า เมื่อเก็บหญ้าและวัชพืชรวมถึงรากของผักสลัดที่ตกค้างในแปลงออกหมดแล้ว พรวนดิน กลับดินข้างล่างขึ้นบน ทำให้ดินร่วนซุยให้ทั่วแปลง เตรียมไว้เพื่อใส่ปุ๋ยมูลวัวลงไป และผสมมูลวัวกับดินเดิมที่เตียมไว้ให้ทั่ว รดน้ำทุกวัน เช้า-เย็น ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วตรวจเช็คความพร้อมของดิน เพื่อปลูกพืชผักต่อไป ที่ต้องเก็บฟาง หญ้า วัชพืชและรากของผักสลัดที่ตกค้างในดินออกให้หมดเพื่อ ไม่ให้เกิดกระบวนการในการย่อยสลายและการดึงสารอาหารในดินไปใช้ในกระบวนการย่อยสลายจะทำให้ดินมีคุณภาพลดลง และต้องเพิ่มเวลาในการเตรียมดินนานขึ้น(อาจารย์สอนครับ)

Download เอกสารต่างๆ

  VM Ware Doc